23.3.55
เรื่องหลังบ้าน
20.3.55
หมา แมว วัว
16.3.55
สุรากาแฟ
12.3.55
เมื่อหมดรัก
10.3.55
ความมีหัวกฎหมาย
8.3.55
พระจันทร์
1.11.53
กฎธรรมชาติ
“คุณว่างหรือเปล่า” เสียงนั้นถาม ระหว่างที่ฉันกำลังละเลียดจิบกาแฟ
“คะ?” ฉันวางแก้วลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ให้ตายเถอะ ในวันหยุด กับบรรยากาศสบายๆ ในร้านอาหารเล็กๆ กลางเมืองที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหลือเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ยังคงถามฉันด้วยน้ำเสียงและประโยคเดิมๆ
โดยไม่รอคำตอบ เขาหยิบบางอย่างส่งให้
“เห็นว่าคุณชอบอ่านหนังสือ พอดีผมไปเจอเล่มนี้มา คิดว่าคุณน่าจะชอบ”
“ค่ะ” ฉันรับมาโดยไม่ลืมเอ่ยปากขอบคุณ เขาพูดต่อทันที
“ผมอยากให้คุณอ่าน อยากรู้ว่าคุณคิดยังไง”
“ตอนนี้เลยหรือคะ?” ฉันพลิกดูหนังสือเล่มหนาในมือ
“แค่เปิดผ่านๆ ก็ได้...”
“ถ้าคุณว่าง” เขายิ้ม
ฉันรับมากวาดสายตาไล่ดูบทแรก “แบบผ่านๆ” อย่างเขาว่า เห็นชื่อตัวละครบางตัวเป็นภาษาต่างประเทศ ที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่ภาษาอังกฤษ จึงหันไปมองเขาอย่างแปลกใจ และเมื่อพลิกกลับมาดูที่หน้าปกอีกครั้ง จึงได้รู้ว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นสตรีชาวอินเดีย
สายตาฉันสะดุดอยู่ที่บางประโยคซึ่งปรากฎอยู่ในช่วงต้นของหนังสือ ...ประโยคที่ถูกพูดซ้ำในสองหน้าติดๆ กัน...
“…They all crossed into forbidden territory. They all tampered with the laws that lay down who should be loved and how. And how much. The laws that make grandmothers grandmothers, uncles uncles, mothers mothers, cousins cousins, jam jam, and jelly jelly…”
“… Equally, it could be argued that it actually began thousands of years ago. Long before the Marxists came. Before the British took Malabar, Before the Dutch Ascendency, before Vasco da Gama arrived, before the Zamorin’s conquest of Calicut…
That it really began in the days when the Love Laws were made. The laws that lay down who should be loved and how. And how much.”
“กฎเกณฑ์ที่กำหนดในเรื่องของความรัก??” ฉันทวนคำพูดในหนังสืออย่างแปลกใจ
“ใช่” เขาตอบ “คุณนี่ตาไวนะ”
“คุณต้องการจะบอกอะไรฉัน” ฉันปิดหนังสือ หันไปมองคนตรงหน้า
“ไว้อ่านจบทั้งหมดคุณก็จะรู้เอง” เขากอดอก เอนหลังพิงเบาะนุ่มๆ ภายในร้านอย่างสบายใจ
“แต่เท่าที่ผมอยากรู้ตอนนี้ก็คือ คุณคิดว่ามันมีอยู่จริงไหม?”
“อะไรคะ”
“กฎเกณฑ์-ที่-กำหนด-ในเรื่องของ-ความรัก” เขาจงใจทวนคำพูดฉัน
“กฎเกณฑ์ที่เราต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีทางเลี่ยง กฎเกณฑ์ที่กำหนดความรักของเรา กฎเกณฑ์ที่บอกเราว่า เราสามารถรักใครได้บ้าง จะรักได้แค่ไหน และต้องรักอย่างไร”
“ฉันเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องธรรมชาติ...” ฉันตอบ “...ถึงยังไงความรักก็ต้องอยู่ใต้กฎของธรรมชาติ”
“งั้นหรือ?” ชายหนุ่มเปลี่ยนอิริยาบทจากท่ากอดอกพิงพนัก มาเป็นนั่งเท้าศอกลงบนโต๊ะตัวเล็ก
“น่าแปลกที่ผมไม่เชื่ออย่างนั้น”
“คุณเองก็รู้ ในเรืองที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และกฎหมาย ฝ่ายสำนักกฎหมายธรรมชาติ เชื่อว่าโลกเรามีกฎเกณฑ์จากพระเจ้า กฎเกณฑ์อันเกิดจากศีลธรรมและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมาใช้กับมนุษย์ จึงต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎธรรมชาติ”
“ส่วนสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง กลับเชื่อว่า กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความสงบของบ้านเมืองและควบคุมความประพฤติของคน ดังนั้น กฎหมายจึงอาจไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามศีลธรรมหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ก็ได้ หรืออาจไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมเลยก็ยังได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นก็ยังคงเป็นกฎหมาย...”
ฉันอ้าปากเตรียมเถียง แต่เขาชิงขัดขึ้นเสียก่อนด้วยแววตาเป็นประกาย
“เอาละ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับแนวคิดไหนก็ตาม ผมว่าทั้งสองเรื่องนี้เอามาใช้กับความรักไม่ได้” รีบสรุป
“เดี๋ยวเรายังต้องไปดูหนังกันอีกใช่ไหม คุณเอาเล่มนี้ไปอ่านให้จบเถอะ แล้วคุณจะรู้ว่าที่ผมพูดหมายความว่ายังไง”
เขาลุกขึ้น หันมาดึงมือฉันให้ลุกตาม
“แต่ผมยังเชื่อจริงๆนะว่า เวลาเรารักใคร เราสามารถจะก้าวข้ามกฎเกณฑ์อะไรต่อมิอะไรไปได้จริงๆ”
31.10.53
เจตนา
ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงตรงหน้าฉันด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย เอนหลังพิงพนัก หลับตานิ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาสั้นๆ
“คุณ”
ฉันเงยหน้า ละมือจากคอมพิวเตอร์ เหลียวไปมอง ตาสวยคู่นั้นยังคงปิดสนิท
“คะ?”
“เย็นนี้ไปลอยกระทงกันไหม?”
“อะไรนะคะ?”
เขาพูดทั้งๆ ที่ตายังปิดอยู่
“ลอยกระทง ผมอยากไปลอยกระทง ไปด้วยกันไหม?”
ฉันหัวเราะ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“คุณไม่ได้ลอยกระทงมานานเท่าไรแล้ว” เหมือนจงใจเลี่ยงคำตอบ เขาเปิดเปลือกตา ชะโงกตัวมาเท้าแขนสองข้างลงบนโต๊ะ คราวนี้ฉันเห็นแววอ่อนล้าในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
ฉันนิ่งแทนคำตอบ
“ไม่ตอบ ผมถือว่าคุณตกลงนะ”
“อ้าว คุณ” ฉันร้อง “นี่เรากำลังพูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่าคะ”
แม้สีหน้าจะมีรอยยิ้มขำ แต่ประกายตากลับดูอ่อนแรงกว่าทุกที
“ผมตั้งใจชวนคุณ ถ้าคุณนิ่งและไม่ปฎิเสธ ผมจะถือว่าคุณตอบรับ”
หลังจบประโยค เขาเอนตัวกลับไปในท่ากอดอกหลังพิงพนักอย่างเดิม อาการแบบนี้ทำให้ฉันต้องหมุนเก้าอี้กลับมามองหน้าเขาอีกครั้งอย่างตั้งใจ ชายหนุ่มยังอยู่ในท่ากอดอก ขยับศีรษะขึ้นมองฉันเพียงเล็กน้อย อากาศในห้องสี่เหลี่ยมเย็นสบาย เวลาเพิ่งจะล่วงพ้นบ่ายมาไม่นาน แต่ใบหน้าที่อยู่หลังกรอบแว่นสีทองกลับดูเหนื่อยล้าและไม่สดชื่นร่าเริงเท่าที่ควร
ในเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้...
...ฉันนิ่งคิด... ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก
“ตามกฎหมาย คุณคงรู้ว่าโดยปกติการนิ่งไม่ถือเป็นการแสดงเจตนา”
ฉันลากนิ้วไปเล่นตามแผ่นกระดาษบนโต๊ะ ขณะที่เขายังชะงักในท่าเดิม
“การแสดงเจตนาที่จะถือว่ามีผลผูกพันผู้แสดงเจตนาตามกฎหมาย ต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยแจ้งชัดหรือโดยปริยาย เช่น ถ้าฉันจะไป ฉันต้องตอบตกลงกับคุณอย่างชัดเจน หรืออาจต้องแสดงออกให้คุณเห็นด้วยวิธีอื่น เช่น พอคุณชวนปุ๊บ ฉันก็คว้าเข็ม ด้าย ใบตองขึ้นมาปั๊บ ตั้งหน้าตั้งตาเย็บกระทงแล้วเย็นนี้ก็เอาไปส่งให้คุณที่โต๊ะ...”
เขามองฉันตาค้าง
“...อย่างนี้ต่างหาก จึงจะถือว่าฉันตอบตกลง และการแสดงเจตนานั้นจึงจะมีผลผูกพัน แค่ฉันมองคุณนิ่งๆ แบบนี้ จะถือว่าฉันมีเจตนาตอบตกลงคงไม่ได้”
วินาทีนั้นเขาสวนกลับมาทันควัน
“งั้นหรือ? ผมนึกว่ากฎหมายยังมีข้อยกเว้นไว้เสียอีก”
เขาผุดลุกขึ้นนั่ง
“ในบางกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ หรือตามปกติประเพณีการนิ่งถือเป็นการแสดงเจตนา การนิ่งนั้นก็จะมีผลเป็นการแสดงเจตนาได้ตามกฎหมาย เช่น การสั่งอาหาร แม่ค้าอาจจะเฉยๆ ไม่แสดงเจตนาว่าตกลงจะทำอาหารให้ แต่ตามปกติประเพณีเราถือว่า การนิ่งเฉยของแม่ค้า ถือเป็นการแสดงเจตนาตกลงทำอาหารให้ตามที่สั่งแล้ว ดังนั้น การนิ่งของแม่ค้า จึงเท่ากับเป็นการตอบตกลง”
“ฉันไม่ใช่แม่ค้า”
“แต่ผมว่า การลอยกระทงก็เป็นงานประเพณีอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นการชวนใครสักคนไปลอยกระทง แล้วเขาไม่ปฎิเสธ ผมก็เชื่อว่าตามปกติประเพณี เราน่าจะถือว่าเขาตอบตกลงได้”
“หรือคะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอปฏิเสธ”
เขาชะงัก คิ้วขมวด
“ทำไม?”
ฉันตอบเสียงเรียบ
“วันนี้คุณเหนื่อยมากแล้ว ควรรีบกลับไปพักผ่อน”
“ฉันอยากให้เย็นนี้เรากินข้าวเย็นด้วยกัน แล้วคุณกลับบ้าน หรือถ้าขับรถไม่ไหว ฉันจะขับไปส่ง ตกลงไหมคะ?”